 |
| |
| |
| ข่าวที่เกี่ยวข้อง |
|
|
|
| |
ประพล พงษ์พานิช ได้ก้าวขึ้นมาเนอีป็กหนึ่งตำนานของวงการฟุตบอลไทยด้วยการเป็นกำลังสำคัญของ ราชประชา และเป็นนักเตะหลักของทีมชาติไทย ด้วย ก่อนหันจะมาลองงานในฐานะโค้ชและคว้าตำแหน่งโค้ชยอดเยี่ยมเมื่อครั้งพาทีมการ ไฟฟ้าส่วนภูมิภาค คว้าแชมป์ลีกเมื่อปี 2551 อีกด้วย สำหรับภาระกิจสุดท้ายคือคุมทีมชาติไทยชุดอิเหนาเกมส์ตกรอบแรก
ประวัติ ประพล พงษ์พานิช
“น้าเหม่ง” ประพล พงษ์พานิช เกิดเมื่อ 18 ก.ย.2495 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สนใจการเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก และก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะฝึกหัดของสโมสร “ตราชฏา” ราชประชา โดยเริ่มเข้ามาอยู่ในทีมมูลนิธิพัฒนาเยาวชนของราชประชาในปี 2517
ซึ่งนักเตะที่อยู่ในทีมชุดเดียวกันนั้นก็คือ สุทิน - สุรัก ไชยกิตติ, ประพันธ์ เปรมศรี, วิทยา เลาหกุล, วรวรรณ ชิตะวณิช และ มาด๊าด ทองท้วม ซึ่งได้หมดได้ช่วยให้ทีมพัฒนาเยาวชนคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองได้ในปี 2519 กลายเป็นแชมป์ 2 สมัยติดต่อกัน และนักเตะหลายคนในชุดนี้กลายเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไทยในเวลาต่อมา
ประพล กลายเป็นตัวหลักในทีม ราชประชา เนื่องจากเป็นกองหลังที่เล่นได้อย่างหนักหน่วง ใจสู้ และอยู่ภายใต้การขัดเกลาของ “โค้ชเทวดา” ประวิทย์ ไชยสาม และ ยรรยง ณ หนองคาย โดยจะฝึกซ้อมและเก็บตัวอยู่ที่ปากช่อง ซึ่งเป็นสถานที่เก็บตัวที่ “หม่อมเจต” พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ประธานสโมสรราชประชาได้ก่อตั้งขึ้น
ต่อมาปี 2523 เป็นปีแห่งความสำเร็จของ ประพล และสโมสร ราชประชา อย่างแท้จริง เมื่อคว้าแชมป์ถ้วยพระราชทานประเภท ก.ได้สำเร็จ และกลายเป็นแชมป์ถ้วย ก. สมัยที่ 3 ของสโมสร โดยนักเตะในชุดที่คว้าแชมป์ถ้วย ก.ให้ “ตราชฏา” นอกจาก ประพล แล้ว ก็ยังมี วรวรรณ และ สุทิน - สุรัก 2 พี่น้องตระกูลไชยกิตติ เป็นกำลังสำคัญ และในปีเดียวกันนั้น ทีมเยาวชนของราชประชายังคว้าแชมป์เยาวชนแห่งประเทศไทยมาครอง โดยดาวในทีมเยาวชนชุดนั้นคือ สมชาย ทรัพย์เพิ่ม ที่เป็นกุนซือของทีมทีโอเทอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง
ประพล สร้างชื่อเสียงมากที่สุดกับทีม “ตราชฏา” ในปี 2525 เมื่อคว้า “ทริปเปิลแชมป์” มาครอง คือได้ครองทั้งฟุตบอลถ้วยพระราชทานควีนสคัพ, ฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเภท ก. และแชมป์ตูกูมูด้า คัพ ที่ประเทศอินโดนีเซีย และหลังจากอิ่มตัวกับการเป็นนักฟุตบอล “น้าเหม่ง” แขวนสตั๊ดในวัย 34 ปี
และเริ่มหันเอาดีด้วยการเป็นโค้ช ผ่านการคุมทีมมาแล้วมากมายทั้งโอสถสภา เอ็ม-150, บีอีซี เทโรศาสน และ แบงค็อก ยูไนเต็ด รวมทั้งยังเคยคว้าตำแหน่งโค้ชยอดเยี่ยมเมื่อครั้งพาทีมการ ไฟฟ้าส่วนภูมิภาค คว้าแชมป์ลีกเมื่อปี 2551 อีกด้วย
หลังจากออกจากทีมแบงค็อก ยูไนเต็ด ได้เข้ามาช่วยงาน “บิ๊กกาเซ็ม” เกษม จริยวัฒน์วงศ์ ทำทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี สู้ศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ที่กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย ปรากฏว่าสอบตกเมื่อทำทีมตกรอบแรก โดยพ่าย มาเลเซีย 1-2, ชนะ กัมพูชา 4-0, แพ้ อินโดนีเซีย 1-3 และแพ้ สิงคโปร์ 0-2 ตกรอบแรกเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน
|