ศึกฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2012-2013 กำลังจะเปิดฉากขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า กับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการลีกฟุตบอลอาชีพบ้านเรานั้นคงหนีไม่พ้นกับโควต้า 3+1 ที่แต่ละทีมสามารถส่งผู้เล่นต่างชาติไม่ว่าจะมาจากทวีปไหนได้ไม่เกิน 3 คนในสนาม บวกกับอีก 1 แข้งจากทวีปเอเซีย เป็น 4 คน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานั้น มีการวิพากษณ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายว่าโควต้านักเตะต่างชาติเดิมนั้น ส่งผลเสียต่อทีมชาติไทย ณ เวลานี้ เพราะว่าแต่เดิมนั้น สามารถส่งชื่อผู้เล่นต่างชาติได้ไม่เกิน 7คน แต่ให้ลงสนามได้ 5คน ทำให้แข้งไทยนั้นมีโอกาสในการลงสนามน้อยลง ส่งผลต่อทีมชาติที่จะค้นหานักเตะฝีเท้าดีเข้ามาติดทีมชาติ
ถ้ามองกันอีกมุมนึงนั้น การที่แข้งต่างชาติเข้ามาเล่นในไทยนั้น ส่งผลให้นักเตะไทยต้องเร่งพัฒนาฝีเท้าให้เทียบเท่าหรือดีกว่าผู้เล่นต่างชาติ เพราะมันคืออาชีพของนักฟุตบอลที่ต้องการการพัฒนาไปในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งตัวผมเองมองว่า การที่ฝีเท้าของนักฟุตบอลนั้นจะพัฒนาได้นั้น ต้องได้เล่นและแข่งขันกับผู้ที่เก่งกว่า และผู้ที่เก่งกว่าก็ต้องคอยพัฒนาฝีเท้าให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อตัวของนักเตะเองและเส้นทางในการค้าแข้ง ถ้าแข่งกันเอง เล่นกันเอง ซ้อมกันเอง การพัฒนาก็จะอยู่กับที่ หรือพัฒนาได้ช้าลง ในเมื่อมันมีอะไรแต่เดิมๆ ก็ไม่เกิดการพัฒนา อันนี้คือข้อดีของการที่มีผู้เล่นต่างชาติเยอะ ทำให้นักเตะไทยต้องแข่งขันกับนักเตะต่างชาติของทีมคู่แข่งและทีมของตัวเองเพื่อให้โค้ชเลือกลงสนาม และการพัฒนาก็จะเกิดขึ้น
ส่วนเรื่องข้อเสียของการที่มีนักเตะต่างชาติเยอะนั้นคือส่วนที่ทำให้ นักเตะไทยเองไม่ได้รับโอกาสในการลงสนามเท่าที่ควร เมื่อไม่ได้ลงเล่น ก็จะไม่เกิดการพัฒนาทางด้าน สมาธิในการแข่งขัน ประสปการณ์ต่างๆที่ได้จากการแข่งขัน อดทนต่อความกดดันต่างๆ ซึ่งนั่นต้องยอมรับเลยว่า ถ้าขาดสิ่งพวกนี้ไปแล้วนั้น ต่อให้นักฟุตบอลคนนั้นมีเทคนิคดีแค่ไหน ก็จะไม่สามารถสร้างผลงานที่ดีออกมาได้อย่างแน่นอน
มามองถึงข้อดีในส่วนของการที่นักเตะต่างชาติน้อยลง ซึ่งแน่นอนละว่า แข้งไทยก็จะได้รับโอกาสในการลงสนามมากขึ้น ได้เล่นมากขึ้น ประสปการณ์ที่ได้ก็จะมีมากขึ้น ก็อาจจะส่งผลดีต่อทีมชาติได้ มื่อมีโอกาสในการเล่นเกมกับทีมชาติ แต่ถ้ามองถึงข้อเสียละ แน่นอนละว่า นักเตะไทยก็จะขาดการพัฒนาทางด้านทักษะและเทคนิคไปอย่างสิ้นเชิง เพราะอย่างที่บอกไว้ในตอนแรกแล้วนั้น เล่นกันเอง ซ้อมกันเอง มันก็ได้เท่านี้ เปรียบเสมือนกับ "กบในกะลา"
สรุปแล้วนั้น ไม่ว่าจะใช้กฎไหน ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียต่างกันไป ผมว่าของแบบนี้อยู่ที่ตัวของนักเตะเอง ว่ามีความเป็นมืออาชีพมากแค่ไหน ตั้งใจซ้อมหรือมุ่งมั่นที่จะเอาชนะมากน้อยเพียงใด เพราะฟุตบอลคืออาชีพ คือเส้นทางที่นักฟุตบอลของไทยเลือกเอง และมันคือชีวิตของพวกเขา
Hawow
"เจอกัน 08.30 น. นะพี่" แม็ก Pinkun พิธีกรพ่วงตำแหน่งผู้สื่อข่าว นัดผม หลังทราบว่าผมว่าง เพราะ ไม่มีโปรแกรมถ่าย ฟุตซอลชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก
ใกล้ 09.00 น. ผมและ แบงค์ ผู้สื่อข่าว SMM ลงลิฟท์ รอ แม็ก Pinkun หน้าออฟฟิศ ผมหยิบถุงพลาสติกซึ่งมีเศษเหรียญ1-2 บาทที่ผมเรียกว่า "เงินก้นถุง" ออกจากกระเป๋ากล้อง เอามาใช้จ่ายวันนี้ เพราะกระเป๋าเริ่มแฟบลง แต่แล้วเหรียญร่วงหล่นกระจายลงพื้น หน้าออฟฟิศ แบงค์ช่วยผม เก็บนั่งเก็บทีละเหรียญ ผมไม่ลืมที่จะขอบคุณเขา
วันนี้ แบ็งค์ ผู้สื่อข่าวขับรถส่วนตัวของเขา มี แม็กPinkun นั่งข้าง ผมและ ทศ ตากล้อง TV ร่วมในภารกิจนี้ นั่งหลัง
เราเดินทางผ่านสุทธิสาร สะพานควาย แล้วข้ามไปสามเสน จนถึงสโมสรราชประชา ซึ่ีงทุกคนต่างมากันเป็นครั้งแรก ทุกอย่างจึงแปลกหูแปลกตา ผู้ร่วมงานหลายคนเป็นอดีตนักเตะทีมชาติไทยหลายๆคน

และที่นั่น เราได้เจอบิ๊กเปี๊ยก องอาจ ก่อสินค้า เลขาธิการสมาคมฟุตบอลฯ โค้ชหรั่ง ชาญวิทย์ ผลชีวิน โค้ชป้ำ วรวรรณ ชิตะวานิช โค้ช ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่น่าประหลาดใจก็คือดารารุ่นใหญ่ สมภพ เบญจาธิกุล ก็เคยมาเป็นนักเตะราชประชาด้วย

หม่อมเป็บ พลตรี มล. สุปรีดี ประวัติ ประธานสโมสรราชประชา บอกว่าปีนี้ราชประชาครบรอบ 44 ปี
ในใบแถลงข่าวซึ่งได้ตอนลงทะเบียนผู้สื่อข่าวมีรายละเอียดประวัติสโมสรที่น่าสนใจดังนี้
" ...จากการรับสนองพระราชดำริ ในการนำเด็ก และเยาวชนที่ประสวาตภัยครั้งใหญ่ที่แหลมตะลุมพุก มาปั้นและสนับสนุน ให้หันมารักกีฬา รักฟุตบอล แล้วตั้งเป็นทีมฟุตบอลขึ้น โดยต่อมาก็ได้นักฟุตบอลฝีเท้าดีจากทั่วสารทิศเข้ามาร่วมทีมราชประชา ..."
นั่นคือที่มาของสโมสรราชประชาเมื่อ 44 ปีที่แล้ว
และเป็นที่มาของคนดังในวงการหลายๆท่าน นั่นก็คือ บิ๊กเปี๊ยก องอาจ ก่อสินค้า พล.ตำรวจตรี สมชาย คล่องอักษร โค้ชหรั่ง ชาญวิทย์ผลชีวิน ให้ข้อคิดแก่ราชประชารุ่นใหม่
ก่อนกลับมีการถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก
นักเตะท่านหนึ่งเล่าว่าไม่ได้กลับมาร่วม 20 ปีได้แล้ว



ด้านอาหารเที่ยงที่นั่นเหมือนอาหารจากภัตตาคารหรูๆ แบบบุฟเฟ่ต์ ใกล้ๆมี นักเตะญี่ปุ่นรายหนึ่ง สนทนากัน เขารู้จักทีมเวกัลตะเซนไดด้วย
มีภารกิจใหม่ให้ผมไปงานนิทรรศการฟุตบอล ที่เซ็นทรัลเวิลด์ แบ็งค์ ส่งผมลง สี่แยกสะพานควาย เพราะ ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS สะพานควาย สะดวกที่จะต่อรถไฟฟ้าไปลงสถานีสยาม แล้วเดินไปยังเซนทรัลเวิร์ด ประมาณ 500 เมตร

ผมเดินเข้าทางด้านข้างซึ่งตรงข้ามกับโรงพยาบาลตำรวจ เวลาประมาณ บ่ายโมงกว่าๆ ลานหน้าเซนทรัลเวิร์ลเห็นการซักซ้อมของเด้นเซอร์ที่พึ่งจบไป ผมเจอ เอ็กซ์ พีธีกรหนุ่มผมแสกข้าง ที่ล่วงหน้ามาพร้อมพี่ชาลี โชเฟอร์ SMM ได้ทราบว่าเวลา กว่างงานเริ่ม ประมาณ 6 โมงเย็น

มหกรรมฟุตบอลไทย เอ็กซ์โป จัดตั้งแต่วันที่ 24 - 26 กุมภาพันธ์ 2555
เริ่มต้นหน้าที่การถ่ายภาพ ผมเล็งช่องมองภาพ ขนาด 3 x 2ของกล้อง แล้ว จัดองค์ประกอบก่อนกดชัตเตอร์

เก็บภาพรอบๆ เดินไปยังบูทสโมสรต่างๆ หลายต่อหลายบูทที่คุ้นเคยกันเลยร่วมมือให้ถ่ายอย่างเต็มอกเต็มใจ เจอเพื่อนเก่า "อ๊อด เชียร์ไทย" เจอกันล่าสุด นัดที่ราชบุรี เอฟซี มีชัย เหนือ โคราช เอฟซี ที่สนามศุภฯ
เขาคนนี้คือเบื้องหลังของโลโก้ สวยๆของหลายๆทีม ในหลายๆลีก และเป็น เป็น ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี


ผมเจอช่างภาพอีกคน เป็นช่างภาพพีอาร์ผู้เก็บภาพสวยๆของ ชัยนาท เมื่อครั้งที่ผมนั่งรถไฟฟรีไปเที่ยวเชียงใหม่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมนั่งติดขอบสนามถ่ายภาพด้วยกัน
นัดนั้น ชัยนาท ไปเยือน เชียงใหม่ และมีชัย ไป 2-1

เจอกอล์ฟ ประชาสัมพันธ์ทีมพัทลุง นั่งเฝ้าบูธ ตั้งใจว่าจะเก็บภาพเขาแล้วส่งไปให้ทาง FB อีกเหมือนนัด ที่ พัทลุง เอฟซี เดินทางมาอุ่นเครื่อง ตรัง เอฟซี

จะมีบางบูทที่ไม่สะดวก หรือเขินๆกล้องบ้าง ซึ่งก็ไม่ว่ากันเพราะ ภาพที่จะออกมาได้ดีนั้นก็ต้องมาจากความร่วมมือของบูทนั้นๆ จริงไหมครับ
และแล้วผมก็ได้เจอ น้องเจน ตากล้องสาวซึ่งมีความสามารถด้านกีฬา... ซึ่งวันนี้เธอใส่กระโปรงสีแดง ดูเหมือนสาวออฟฟิศ ยืนทักทายกับเพื่อนๆโปรกล้อง หากมีโอกาสคงขอนัดสัมภาษณ์ทำสกู๊พสักครั้ง

เลือกถ่ายบูธที่บุคคลในบูธยิ้มแย้มแจ่มใส หรือสะดวกที่จะให้ถ่าย เมื่อถ่ายเสร็จควรกล่าวคำขอบคุณ
นอกจากถ่ายคนแล้ว ผมเลือกหาจุดเด่นของบูธ เสื้อ ที่มีโลโก้ ตัวเก่า และใหม่ ผ้าพันคอหรือของที่กระจุกกระจิกก็น่าถ่าย ไม่ก็บรรยากาศผู้ชมหรือลูกค้าที่เข้ามาสอบถาม
หากบูธไหนแน่นเกินไปก็เลือกบูธที่ว่างก่อนหากมีเวลาก็จะย้อนกลับมาใหม่ ควรวางขอบข่ายงานว่าอยากสื่ออะไร


เอ็กซ์ ชวนผมไปถ่ายภาพด้านใน ผมถ่ายเสื้อทีมต่างๆ ได้ง่าย พี่ชาลี โชเฟอร์ เดินผ่านมาทักทาย ผมพักการถ่ายนั่งกับพี่ชาลีในที่นั่ง
ภารกิจนี้เลิกดึกอีกแล้ว ผบทบ.ของพี่ชาลีก็ให้งบมาแต่พอใช้ ผมก็อยากช่วยแต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร เมื่อผมก็ใช้เงินก้นถุงให้ถึงสิ้นเดือนนี้

ทุ่มกว่าๆ ขั้นตอนการจัดงานก็ค่อนข้างรวบรัดและกระชับ
อ้อ งานนี้ผมเจอบิ๊กเปี๊ยกด้วย เป็นครั้งที่ 2 ของวันนี้
หลายสโมสรให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แนวโน้มกระแสฟุตบอลที่เพิ่มขึ้น สร้างงาน สร้างอาชีพได้จริง ส่งเสริมการเดินทางและท่องเที่ยว มียอดเงินค่าชม และ ของที่ระลึกนับร้อยล้านบาท

ผมเลือกนั่งอัฒจันทร์ ฝั่งขวาของเวที เพราะเป็นมุมสูงมากพอที่จะได้ภาพใกล้ๆ

ก่อนที่ เอ็กซ์ จะเรียกลงไป ถ่ายภาพจากด้านหน้า

ตากล้อง ทีวี เก็บกล้อง ผมไม่รู้จะกล่าวลา น้องเจน ซึ่งกำลังคุยกับช่างภาพคนอื่นๆอย่างไร เมื่อ แม๊ก ตากล้องทีวีเก็บอุปกร์เสร็จ เธอก็จากไปแล้ว

เสร็จจากงาน เราเดินเข้าลานจอดรถ เพื่อนเก่า "อ๊อด เชียร์ไทย" ทักทายขณะขับรถช้าๆ " แล้วเจอกันใหม่ เพื่อน "
แล้วรถก็เลื่อนห่างไป
ผมเดินทางกลับด้วย รถพี่ชาลี เอ็กนั่งหน้า แม็ก ตากล้องทีวี นั่งหลัง ผมนั่งกลางและพยายามนั่งตัวลีบๆ เพระา คุณปิ้ม นักข่าวอิสระ ขอติดรถกลับมาด้วย
กลับถึงออฟฟิศ ทั้งสองงานที่ได้ไปเหมือนไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา
เริ่มจากจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยๆ เติบโต อย่างมีเป้าหมาย เล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่
ติ๊ก ไสฟ้าผ่า
กลับจากเดินทางไปหลังการสัมภาษณ์ผู้หลักผู้ใหญ่ของการแข่งขัน เอไอเอสลีกภูมิภาค ดิวิชั่น2อย่างไม่เป็นทางการ รถยนต์สีขาวตันเล็กๆซึ่งขับโดยอั้น ตากล้อง TV ก็นำ โก๋ ผู้สื่อข่าวเสียงเข้ม และผม ออกจากโรงแรมซึ่งตั้งอยู่บริเวณศูนย์ประชุมเมืองทอง กลับมาถึงออฟฟิศในวลาใกล้ๆ บ่าย 4โมงเย็น
ทันเวลาไปถ่ายฟุตซอล ที่วันนี้ได้เปลี่ยนเวลามาเป็น บ่าย 5โมงเย็น และเปลี่ยนสนามมาเป็น อาคารกีฬาเวสน์ 1 ดินแดง ซึ่งไม่ไกล ออฟฟิศ SMM เท่าใดนัก
เรา 4คน เดินทางกันด้วยรถแท๊กซี่ ตรู่ เชียรไทย เป็นเนวิเกเตอร์ ข้างคนขับรถแท๊กซี่ โน พิธีกร TV หน้าตาคล้ายแขก นั่งซ้าย ผมนั่งกลาง และ คิว ตากล้อง TV นั่งข้างขวา
การจราจรติดขัดพอสมควรเพราะเป็นช่วงเวลา เลิกเรียน และเลิกงาน
ทันทีที่ถึงจุดหมาย ทุกคนก้าวลงรถแท็กซี่ จนลืมจ่ายเงินค่าแท๊กซี่ 55โนส่งธนบัตรใบ 500ยื่นให้ แต่โชเฟอร์แท๊กซี่ไม่มีทอน ผมเหลือบมองรถยนต์ที่ตามมาด้านหลังเริ่มต่อแถวยาว จึงสำรองเงินไปก่อนแล้วให้โนตามเบิกที่ออฟฟิศให้
จากนั้นเดินตามหลังขึ้นบันได เจอ โค้ช เวียดนาม คือ แซร์จิโอ กาเลเกลลี่ ชาวอิตาเลี่ยนยิ้มทัก จึงขอถ่ายภาพแล้วจับมือทักทายตามมารยาท เดินได้ไม่กี่ก้าวก็มีเสียงแฟนคลับเรียก ผมเลยตอบแทนด้วยการถ่ายภาพ

ไม่ไกลกันนัก ว่าที่โค้ชคนไหม่ชาวฮอลแลนด์ วิคเตอร์ เฮอร์มันส์ ก็มาร่วมชมการแข่งขัน
ผู้สื่อข่าวสำนักอื่นๆมากันหนาตากว่านัดที่แล้ว รวมถึงสื่อจากอินโดนีเชีย ด้วย เพราะตรู่ เชียร์ไทย พูดคุยภาษาอังกฤษ กับนักข่าวสาวสวยคมเข้มชาวอินโด ด้วยสำเนียงที่สนิทสนมในเรื่องงาน
พิธีการง่ายๆ และกระชับในเวลา บ่าย 5โมงเย็น ผมใช้กล้องตัวน้อย ยึดกับขาตั้งกล้องที่เตรียมไปในการถ่าย เพื่อให้ได้ภาพที่ไม่ไหวมาในพื้นที่ๆแสงน้อย โดยที่ไม่ใช้แสงแฟลชช่วย ตั้งค่า ISO ไปที่ 3200 ภาพที่ได้เมื่อนำไปขยายเกรนภาพจะแตกเพื่อให้จับภาพที่เคลื่อนไหวเร็วๆได้ทัน แล้วลดค่าแสงมาอีก 1สต๊อบ เพื่อไม่ให้แสงเข้ามามากเกินไป ภาพที่ได้สีจะเข้มและชัดขึ้น

ครึ่งแรก ไทยโหมบุกอย่างหนักแต่อินโดมีรูปแบบเกมตรั้งรับที่เหนียวแน่น โดยเฉพาะผู้รักษาประตูอิเหนา คือ อเด เลสมาน่า ตัวกลมๆไม่ใส่ถุงมือ และแล้ว เจ้าถิ่นเงียบกันทั้งสนามเมื่ออิเหนาสามารถโต้กลับและทำประตูนำไปก่อน ในนาทีที่ 2 เหมือนนัดเจอ ฟิลิปปินส์ยังไงยังงั้น
แต่กว่าที่ไทยจะได้ลูกตีเสมอก็กินเวลาใน 2นาทีให้เจ้าถิ่นก็ได้เฮกันลั่นสนาม จบครึ่งแรก ไทยนำ 3-1
แฟนๆเข้ามาถ่ายภาพซูเปอร์สตาร์ เสก โลโซ ซึ่งนั่งข้างๆที่วันนั้นเข้ามาในสนามด้วย ติดกันก็มีบิ๊กแป๊ะ ผู้จัดการทีมชาติไทย นั่งอยู่ด้วย

ผู้นำเชียร์อาชีพตลก สร้างสีสันได้พอสมควรได้ชักชวนผู้ชม "เล่นเวฟ" ผมตามหา โน ซึ่งมาช่วยตรู่เขียนข่าว เพื่อส่งภาพให้ แต่ยังไม่ได้ใช้เพราะการแข่งขันยังไม่จบ ผมจึงเดินเก็บบรรยากาศจากอัฒจรรย์ชั้นบนสุดแล้วถ่ายลงมาด้านล่าง หากมีการแข่งขันวันหยุดและที่นี่คงเต็มไปด้วยผู้ชมมาดูกันเต็มสนามก็คงดีไม่น้อย
ครึ่งหลัง ไทยยิงได้ 1ประตู แต่อิเหนาก็เหนียวแน่นเช่นเดิม และไล่ตามมาอีก 1ประตู ยังมีปิดท้ายให้ได้ชื่นใจก็ยังก่อนหมดเวลา 5นาที
หมดเวลา ไทยชนะ อินโดไป 5-2

หลังเกมบิ๊กแป๊ะผู้จัดการทีม เดินลงจากอัฒจันทร์พร้อม เสก โลโซ มีเงินอัดฉีด สร้างขวัญลงมาในสนาม พร้อม รวมถึงว่าที่โค้ชคนใหม่ วิคเตอร์ เฮอร์มันส์

เราเดินทางกลับออฟฟิศ ด้วยเส้นทางเดิม และรถแทกซี่เหมือนเดิม
กลับถึงออฟฟิศ ตรู่ เชียร์ไทย ขึ้นไปจัดรายการ ผมนั่งคัดเลือกภาพที่ วันนี้ถ่ายมาไม่ถึง 500ภาพ
ซึ่งไม่ค่อยมีภาพที่ลงเป็นภาพข่าวที่ดีอีกแล้ว
และมีหมายงานเข้ามาทำให้หมดโอกาสตามติดฟุตซอลชิงแชมป์เอเชียร์รอบคัดเลือก กับ ตรู่เชียร์ไทย
การได้มายากยิ่งแต่การรักษาไว้ยิ่งยากกว่า ยิ่งการเป็นซูเปอร์สตาร์ด้วยแล้ว อยากเย็นแสนเข็ญ
ผมไม่ได้หมายถึงซุปตาร์คนไหนหรอกนะครับ ฮิฮิ
หลังจากทราบว่ากำหนดการงานที่เมืองทองผิดพลาด พวกเราได้รับภารกิจใหม่ไปร่วมสมทบงานแถลงข่าว "พีทีที อินวิเตชั่น 2012"














































"ถ้าพี่ว่างก็มานะ" ตรู่ เชียร์ไทย ผู้รอบรู้ทิ้งประโยคสุดท้าย แล้วเดินเท้าเข้าบ้านแถวแถวพระราม 2 ให้ผมตัดสินใจ 1 วัน
ผมเดินขึ้นบันไดอีก 1 ชั้น สอบถามฝ่าย TV ซึ่งจะไปบันทึกการแข่งขัน คู่ที่ 4 ไทย กับ พม่า เพื่อขอติดรถไปถ่ายภาพ ให้ ตรู่ เชียร์ไทย นำไปประกอบข่าว ได้เจอ น้องเจี๊ยบ ตากล้อง TV หุ่นอวบหัวฟู
"เดี่ยวนัดกันอีกที...พี่ " นั่นคือคำตอบ
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ผมได้ไปทดลองบันทึกการอ่านข่าว ในห้องบันทึกเสียงของสตูดิโอ ทดสอบเสียง อากาศเย็นๆ ภายในห้อง บวกกับความตื่นเต้น ผลก็คือ เสียงสั่นๆฟังไม่ได้ศัพท์ สรุปคือ การอ่านยังไม่ผ่าน
จึงขึ้นไปหา ตากล้อง TV หุ่นอวบหัวฟู อีกครั้ง "เดี๋ยว 5 โมงเย็นเจอกันข้างล่าง... พี่ "
เจอกับพี่หมู ผู้ชักนำผมเข้าสู่วงการสื่อ ถามถึงเอกสารสมัครงานที่ยังไม่ครบ จากนั้นได้นำผมไปเปิดบัญชีธนาคาร แถว 5 แยกลาดพร้าว แล้วเลี้ยงข้าวเย็น จะได้ไม่หิวก่อนเดินทาง
ถึงเวลา 5 โมงเย็น น้องเจี๊ยบ ตากล้อง TV หุ่นอวบหัวฟู เป็นเนวิเกเตอร์ นั่งหน้า มาพร้อมกับ น้องโอ โชเฟอร์ หัวเกรียนหุ่นผอมๆ นั่งหน้า ผมนั่งหลัง

ส่วน ตรู่ เชียร์ไทย เกาะติดขอบสนามฟุตซอล ชาญชัย อควาเดี้ยม มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีแล้ว
การขับขี่ของน้องโอ ก็โอ(เค) นะ แต่จังหวะการดริฟท์เข้าโค้งบนทางด่วน แล้วผมหวิวๆพิกล แต่เนวิเกเตอร์เจี๊ยบ เฉยๆ
เวลาเหลือประมาณ ครึ่งชั่วโมงก่อนแข่ง
"เคยมาถ่ายตะกร้อ ไม่ต้องกลัว เลี้ยวขึ้นสะพานไปเลย" เสียง เนวิเกเตอร์เจี๊ยบ บอกให้ โชเฟอร์โอ เลี้ยวขึ้นสะพาน รถก็ไปตามทางนั้น คงมีทางเข้าเข้าด้านข้างรั่ว และแล้วก็มาสุดทาง เราทั้งสาม มองเห็น รั้วกั้นด้านข้างซ้าย ชาญชัย อควาเดี้ยม แต่ไม่มีทางเข้า เนวิเกเตอร์ เจี๊ยบ ได้แต่หัวเราะ "เหอะๆๆ เวลายังเหลือๆๆ"
แล้วพวกเราก็ ถึง ชาญชัย อควาเดี้ยม ก่อนเวลาแข่งประมาณ 10 นาที

พวกเราไปห้องลงทะเบียนสื่อ ออกมากำลังเริ่มพิธีการ ได้ภาพเบื้อหลังของนักเตะที่จะลงสนามพอดี แล้วก็ตามน้ำเดินเข้าสนามไปถ่ายพร้อมสื่อท่านอื่นๆ คิดในใจว่า ช่วงพักค่อยติดต่อตรู่ เชียร์ไทย




ครึ่งแรก ก่อนการแข่งขัน ผมถ่ายภาพทีมพม่าแล้วรีบมาถ่ายภาพทีมไทย แล้วเลือกถ่ายจากฝั่งประตูทีมไทย โดยไม่ลืมขาตั้งกล้องไปด้วย
โปรกล้องผมสีเทาๆรายหนึ่งซึ่งนั่งอยู่คนเดียวแนะนำว่า "เลนส์ตัวเล็ก ต้องถ่ายฝั่งโน้น... "
ผมก็เลยเดินเก็บภาพผู้ชมช่วงเดินไปฝั่งประตูทีมพม่า จากฝั่งนี้ทำให้ผมสามารถถ่ายผู้เล่นทีมไทยได้ในจังหวะที่ลากบอลเข้ามา ขอบคุณโปรท่านนั้นแนะนำ
ทีมไทยใช้เวลาไม่นานก็ได้ประตู แล้วแต้มก็ไหล แล้ว ประตูที่ 2 และ3 ได้กันติดๆในไม่กี่วินาที จบครึ่งแรก แต่ผมยังไม่มีภาพแอ๊กชั่นที่น่าสนใจไปประกอบข่าว อารมณ์พอๆกะผู้รักษาประตูหม่อง ที่โดนไทยยำไป 6 ประตู






เจอ ตรู่ เชียร์ไทย กำลังง่วนตรวจหาชื่อผู้ทำประตู ในครึ่งแรก เพื่อไม่ให้พลาด รายชื่อผู้ทำประตูในครึ่งแรก เขาแล้วภารกิจคือ ให้ถ่ายภาพว่าที่โค้ชคนใหม่ชาวฮอลแลนด์ ที่เข้ามาสังเกตการอยู่บนอัฒจันทร์ตรงข้าม ผมก็ใช้กล้องตัวน้อยๆ ซึ่งสามารถดึงโฟกัสเข้ามา 30 เท่า เพื่อดูว่าโค้ชคนไหมอย่างคร่าวๆ เพื่อไม่ให้ผิดพลาดไปถ่ายคนอื่น


ครึ่งหลัง ผมไม่รู้ว่า น้องเจี๊ยบ และน้องโอ ตากล้อง TV ไปอยู่ที่ไหน น่าจะถ่ายจากบนอัฒจันทร์ เพราะ ในบริเวณขอบสนามมีแต่ช่างภาพซึ่งน้อยกว่าครึ่งแรกคงเพราะเขามีภาพดีๆแล้วจึงเลิกถ่าย เลือกนั่งตรงข้ามกับครึ่งแรก แต่ยังเป็นหลังประตูพม่าเหมือนเดิม ทีมไทยครองบอลและกดดันต่อเนือง แต้มเริ่มไหลเรื่อยๆ นึกเสียดายที่ชนถึงสองครั้ง ไม่งั้นคงได้เพิ่มอีก 2 ประตู เมื่อปรับอารมณ์ขณะถ่ายภาพได้ ก็เริ่มได้ภาพที่ใช้งานข่าวได้บ้างแล้วแล้ว






ส่วนภาพผู้ชมก็เลือกถ่ายช่วงเกมหยุด ไม่ก็ขณะเปลี่ยนจุดถ่ายภาพ

ความจริงแสงสว่างมากเพียงพอที่ไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องก็ได้ แต่จังหวะแอ๊กชั่น ยิ่งกล้องนิ่งเท่าไหร่ คุณภาพของภาพก็จะดีขึ้น เพราะทุกจังหวะจะผ่านไปไม่ย้อนให้กลับมาถ่ายใหม่อีกแล้ว
หมดเวลาการแข่งขันครึ่งหลังได้มา 7 ประตู รวมได้ 13 ประตู


ถ้านับรวมบอลชนเต็มๆ เสา อีก 2 ครั้ง ผลงานนัดนี้ก็น่าพอใจสำหรับนักเตะใหม่หลายๆคน ผู้ส่วนใหญ่เป็นรักศึกษา ชมทะยอยกันกลับ ตรู่ เชียร์ไทย เดินขายาวๆ ไปสัมภาษณ์ ว่าที่โค้ชคนใหม่ "วิคเตอร์ เฮอร์มันส์ " ทันที

ก่อนเข้า เข้าห้องแถลงข่าวนัดนี้

ตรู่ เชียรไทย เขียนข่าว เสร็จ เป็นรายสุดท้ายเพราะเขาละเอียดเก็บทุกเม็ด


นานจนเจ้าหน้าที่สนาม ซึ่งแลกบัตรสื่อ กลับไปก่อน กลับไป พวกเรารอกว่า 20 นาที ตรู่ เชียร์ไทย ติดรถกลับมาด้วย แต่ลงกลางทางที่บ้านแถวพระรามสอง
เนวิเกเตอร์เจี๊ยบ กลายมาเป็นโชเฟอร์บ้าง โอ นั่งข้างๆ บ้าง "เดี๋ยวพี่ก็ชิน เหอะๆๆ ถ้านั่งกับ เฮียต้อมาแล้ว กับผมพี่ก็ชิวๆ วิ้วๆ ๆ "
ผมนั่งเกร็งอยู่ข้างหลังพักนึงแล้วผ่อนคลายลงด้วยความง่วง ยังจำได้ดีว่าโชเฟอร์ต้อเป็นคนขับรถในภารกิจต้อนรับ ทีมเวกันตะเซนได จากลาดพร้าว 48ไปถึงสุวรรณภูมิในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ตอนนี้เดินทางไปช่วยงานผู้สื่อข่าวที่เชียงใหม่
กลับถึง ออฟฟิศ สี่ทุ่มกว่าๆ ผมนั่ง มองภาพ แล้วนึกเห็นใจ MR. Nay Myo Shein ผู้รักษาประตูหม่อง ไม่รู้จะนอนฝันร้ายรึเปล่า

ติ๊ก ไสฟ้าผ่า
จบลงไปเรียบร้อยแล้วสำหรับ ศึก ฟุตบอล โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 2011 ระหว่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ เวกัลตะ เซนได 2 ทีมแชมป์ ถ้วยโตโยต้า ลีก คัพ ของ ไทย และ ญี่ปุ่น ชัยชนะ ตกเป็นของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งแม่นโทษมากกว่า ทำให้ชนะไป 5-3 ก่อนเสมอกันในเวลา 90 นาที 1-1
ถึงแม้ว่าในเกมการแข่งขัน นักเตะของทั้ง 2 ทีม จะหวดกันอย่างไฟแลบ ชนิดที่ไม่ยอมกันง่ายๆ ลูกหนัก ลูกปะทะ มีให้เห็นบ่อยครั้งในเกมนี้ แต่ก่อนเกมจะเริ่มขึ้น ผมได้เดินเก็บภาพบรรยากาศต่างๆบริเวณรอบๆสนาม ศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ ที่ปกคลุมไปด้วยมนต์ขลังต่างๆมากมาย บรรดากองเชียร์ของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หรือในฉายา "นักรบปราสาทสายฟ้า" ต่างยกพลกันมาร่วมหมื่นชีวิตที่สนามกีฬาแห่งนี้ ซึ่งแน่นอน นี่คือ ผู้เล่นคนที่ 12 อย่างแท้จริงของ ขุนพล "ปราสาทสายฟ้า"
แต่แล้วผมก็ต้องสะดุดไปกับหญิงสาวคนนึง ที่สังเกตุจากระยะไกลๆก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า นี่แหละ แบบฉบับของสาวญี่ปุ่น ผิวขาว,ตาโต,แก้มป่อง เห็นแล้วน่าเข้าไปหยิกแก้มซักที 2 ที เธอคงยืนรอเพื่อนๆชาวญี่ปุ่น ที่เดินทางมาเชียร์ทีมรักของพวกเขา ซึ่งในระหว่างรอนั้น ผมกับ "พี่เจ" ช่างภาพจาก นสพ.ข่าวสด ก็เข้าไปขอเก็บภาพเธอ ข้างๆกับถ้วย โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ ซึ่งเธอก้ยินดี และโพสท่าพร้อมผ้าพันคอทีมรักให้กับเรา 2 คนอย่างเป็นกันเอง พอเรา 2 คนได้ภาพที่พอใจแล้วก็กล่าวขอบคุณกับเธอ และเดินไปเก็บบรยากาศอื่นๆต่อไป เรา 2 คนก็เดินสอดส่ายค้นหา เหตุการณ์ต่างๆที่คิดว่าจะเก็บมาเป็นสีสันได้ซักระยะนึงแล้วก้ชวนกันเดินกลับไปที่ ห้องผู้สื่อข่าว

นั้งพักกันได้ซักพักยังพอมีเวลาเหลือก่อนบอลจะเตะ ก็เริ่มมีเพื่อนๆพี่ๆช่างภาพจากที่อื่นก็เดินทางมาถึง พวกเราจึงตัดสินใจกันต่อว่า จะเดินออกไปเก็บบรยากาศกันอีกซัก 1 รอบ และแล้ว พอพวกเราเดินกันไปถึงที่ที่ ผมกับพี่เจ พบกองเชียร์สาวสวยของญี่ปุ่นคนนั้น ก็ถึงกับตะลึงที่ว่า บรรดาแฟนบอลชาวไทย ต่างเข้าไปขอถ่ายรูปคู่กับเธอ กันอย่างมากมาย ช่างเป็นภาพที่บ่งบอกได้ถึงคำว่ามิตรภาพดีๆเกิดขึ้นได้ที่ กีฬา จริงๆ





















เมื่อวานน้องเปิ้ลผู้ประกาศข่าวคนสวยแห่ง SMMTV ได้แจ้งภารกิจให้ผมเตรียมพร้อม
สำหรับภาคสนามดิวิชั่น 2 ที่ไหนสักแห่ง กับ ป่อง สัปรด นักข่าวชาวประจวบมาดเซอร์ มีพี่ชาลีจะเป็นโชเฟอร์ ในภาระกิจนี้ หลังจากผมเคลียร์งานภาพ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ชนะ เวกัลตะ เซนได เสร็จ ป่อง สัปรดเดินทางบ่าย 4 โมงเย็น เพราะ ตารางเวลาแข่งขันของคู่ รังสิต เอฟซี กับ นอร์ทกรุงเทพ เอฟซี ที่ สนาม ลีโอ สเตเดี้ยม หรือ สนาม บีจี จะเริ่มเวลา 18.00 น. โดย น้องวาวตากล้องมือ 1 จะตามไปสมทบ
จาก ออฟฟิศ SMM ไป คลอง 3 ปทุมธานี ใช้เวลาร่วมชั่วโมง พี่ชาลีหิวข้าว จึงแวะให้ซื้อข้าวมันไก่คนละห่อ สำหรับใช้ทานที่สนามเพื่อความสะดวก แล้วเดินทางต่อไปสนามสนามบีจี แต่คนขายไม่ได้ให้ช้อนมา 
ทีมนอร์ทรุงเทพ ตั้งบูทของมหาวัทยาลัย ฯ มีน้องๆนักศึกษายืนแจกหลักสูตรสำหรับการศึกษาต่อ บริเวณขั้นบันไดก่อนถึงประตูทางเข้า
ผมกับป่องรับกันมาคนละชุด แลกกับการถ่ายภาพน้องๆ
งานนี้ผมได้พบน้องเจน ตากล้องสาวแห่งบีจี ตรงจุดลงทะเบียนผู้สื่อข่าว
ก่อนหน้านี้ เคยเห็นเจ้าตัวเดินถือเลนส์เทเลตัวใหญ่ ถ่ายนัดที่เยาวชนทีมชาติไทย อายุ 19 ปี เสมอ เยาวชนทีมชาติญี่ปุ่น ไป 0-0 ที่สนามเทพหัสดินบุคลิกดี ท่าทางมั่นใจสูง
ลงทะเบียนเสร็จ ผมได้รับเสื้อกั๊กสีเหลืองสำหรับช่างภาพ ในสนาม นอร์ทกรุงเทพ ทีมเยือนลงซ้อมก่อน เห็น เศกสรรค์ ปิตุรัตน์ ยังต่อสัญญาเล่นให้ นอร์ทกรุงเทพ อีกปี เป็นกำลังสำคัญที่พาทีมเข้ารอบแชมเปียนลีก ฤดูกาล2011


เป็นครั้งแรกที่ได้ลงย่ำบนลงสนามหญ้าเทียมผืนใหญ่ ราบและเรียบไม่ขรุขระมากนัก สร้างบรรยากกาศได้เกือบเหมือนสนามหญ้าจริงมาก

ดูทีมเยือนกำลังซ้อม ลูกบอลเด้งสูง และ แฉลบไวกว่าหญ้าจริง จากข้อมูลที่ทราบมา ลูกฟุตบอลของแกรนด์สปอร์ต ซึ่งใช้มนการแข่งขันรายการนี้ถูกออกแบบมาสำหรับการแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 2 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสนามหญ้าและดินที่แข็ง ต่างจากลูกฟุตบอลของไนกี้ ของดิวิชั่น 1 และ ไทยแลนด์ลีก
สนามแห่งนี้มีสกอร์บอร์ดขนาดยักษ์ สามารถเปิดรายการทางโทรทัศน์ได้ ก่อนการแข่งขันได้เห็น ภาพน้องเปิ้ล พิธีกรสาวสวยของเรากำลังรายงานผมการแข่งขันของสนามต่างๆ ดังไกลถึงสนามบีจี![]()

กลับมาที่สื่อ น้องวาวมาถึงสนามแล้ว มีพี่อ้วนตากล้องอาวุโสมือโปร และ อีก 2-3 ท่านที่ไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนาม

6โมงเย็น ได้เวลาเริ่ม เกมการแข่งขัน

ครึ่งแรก ผมเลือกเก็บภาพจากหลังประตูของ รังสิต เอฟซี เจ้าบ้านซึ่งอยู่ฝั่งขวาของอัฒจันทร์มีหลังคาเพราะจะได้ถ่ายภาพผลการทำประตูสกอร์บอร์ดขนาดยักษ์นี้ด้วย ผมทดลองปรับ ISO มาที่ 1600 F5.6 แต่แสงก็ไม่เพียงพอที่จะถ่ายภาพ ทดลองด้วยการปรับ เป็น 6400และลดลงมาเป็น 3200 แต่ก็ยังไม่ได้อย่างที่ใจต้องการ จึงปรับมาเป็น 1600 อีกครั้ง
รูปเกมการแข่งขัน ดูไม่ค่อยจะไหลลื่นมากนัก เป็นนัดแรกของทั้งคู่ เกมหยุดเป็นพักๆ เพราะผู้เล่นเจ็บบ่อย

ท้ายครึ่งแรก สามารถถ่ายจังหวะลูกปัญหาได้ทัน คือจังหวะที่ อภิวัฒน์ เพ็งประโคน หมายเลข 17 ของ นอร์ทกรุงเทพ ทีมเยือน กำลังกระชากบอลเข้ากรอบเขตโทษ แล้วโดนสไลด์จากด้านหลังจากกองหลัง รังสิต เอฟซีเจ้าบ้าน

จบครึ่งแรกต่างทำประตูกันไม่ได้
ครึ่งหลัง ผมเลือกเปลี่ยนไปถ่ายฝั่งตรงข้ามแทน ลองถ่ายหลายๆจุดเผื่อครั้งหน้าอาจจะได้มาอีกครั้ง บวกกับเป็นการคาดเดาที่ผิดบ้างและถูกบ้างในแต่ละนัด ที่จะได้จะได้ภาพการทำประตู

และเป็น อภิวัฒน์ เพ็งประโคน หมายเลข 17 ของ นอร์ทกรุงเทพ ทีมเยือน คนนี้ที่ขึ้นโขกบอลในจังหวะชุลมุนหน้ากรอบเขตโทษ จนลูกเข้าประตูไป กิตติศักดิ์ ระวังป่า นายประตู รังสิต เอฟซี หมดโอกาสเซฟ

รูปเกมเริ่มมีการปะทะมากขึ้น ท้ายเกม เศกสรรค์ ปิตุรัตน์ อดีตศูนย์หน้าทีมชาติ ได้ลงสนาม

หมดเวลาต่างทำประตูเพิ่มไม่ได้
รังสิต เอฟซี เจ้าบ้าน พ่าย นอร์ทกรุงเทพ เอฟซี ทีมเยือนไปหวุดหวิด 0-1 เพราะมีโอกาสด้วยกันทั้งคู่
ก่อนกลับไม่ลืมที่จะเก็บภาพบรรยากาศการทำงานของสื่อ ทั้งจากทีวีช่อง 3 และ ช่างภาพสาวเจ้าถิ่นไว้เป็นที่ระลึก


ร่ำลาน้องวาว ซึ่งเดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัว และกลับบ้านด้วยตัวเอง พี่ชาลีนำผม และ ป่องสับรด กลับถึงออฟฟิศ สามทุ่มกว่าๆ แล้วพี่ชาลีรีบกลับบ้านที่ปทุมธานี ซึ่งอยู่ไม่ไกลสนามบีจี ป่องก็กลับบ้านเช่นกัน
เหลือผมนั่งทานข้าวมันไก่ และนั่งจัดการ 600 กว่าภาพที่ถ่ายมา
ติ๊ก ไสฟ้าผ่า
วันนี้เตรียมตัวก่อนเดินทางไป ถ่าย บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ปะทะ เวกัลตะ เซนได ที่สนามศุภฯ
ผมมาออฟฟิศแต่เช้าเพื่อ นั่งดูภาพถ่ายการซ้อมของเวกัลตะ เซนได เมื่อวาน ใน พีซี ออฟฟิศซึ่งวางไว้หลังห้อง เพื่อมองหาภาพนักเตะและดูรายชื่อประกอบ เห็นว่าภาพที่ถ่ายมายังไม่ใช่ภาพแอ๊กชั่นที่ดีนัก













หลังจากรอบชิงแชมเปียนส์ลีกดีวิขั่น 2 ราชบุรี เอฟซี ชนะ โคราช เอฟซี ไป 2 ประตู ต่อ 1 วันที่ 24 ธันวาคม 2554 ก็ไม่มีโอกาสเข้าไปอีกเลย นี่เป็นครั้งแรกของปีนี้ที่จะได้ไปเยือนสนามศุภชลาศัย สนามที่เคยใหญ่ที่สุดในประเทศไทย










